ข่าวการเงิน - การลงทุน

17 July 2008

มุมมองหุ้นไทยสไตล์ Investorsolution 17-07-08

. . . 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติค่าครองชีพสูง . . .

. . .
นายกรัฐมนตรี แถลง 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติค่าครองชีพสูง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, พล.ท.(หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีมหาดไทย ร่วมแถลง 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อไทยทุกคน (ระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน ตั้งแต่ ส.ค.2551 - ม.ค.2552 )
ทั้ง 6 มาตรการ จะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้รวม 49,404 ล้านบาท มาจากมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 32,000 ล้านบาท
มาตรการแรก คือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ลงลิตรละ 3.30 บาท และลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล และดีเซลบี 5 ลงลิตรละ 2.30 บาทและ 2.10 บาท ตามลำดับ มาตรการนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม เป็นต้นไป
มาตรการนี้จะส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 ต่ำกว่าราคาน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 จากลิตรละ 3-5 บาท เป็นลิตรละ 7-9 บาท และทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตประมาณ 32,000 ล้านบาท
ส่วนที่จะมาชดเชยรายได้สรรพสามิตที่สูญเสียไป คือ รายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่คาดว่าจะจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นจากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากผลของมาตรการ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่าครึ่งปีแรกจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้เกินเป้าหมายประมาณ 9,600 ล้านบาท คาดว่าครึ่งปีหลังภาษีมูลค่าเพิ่มจะจัดเก็บได้เกินเป้าหมายใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก ซึ่งจะมาช่วยชดเชยรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สูญเสียไปจากมาตรการนี้ได้บางส่วน
ส่วนมาตรการอื่นๆ ที่รัฐบาลประกาศ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 6 เดือน ได้แก่ การชะลอปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG สำหรับภาคครัวเรือนไปอีก 6 เดือน, มาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปา และไฟฟ้าของครัวเรือน โดยผู้ใช้น้ำประปาไม่เกิน 50 หน่วย และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย หากใช้ไฟฟ้า 80-150 หน่วยรัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง
มาตรการนี้จะครอบคลุมผู้ใช้น้ำประปา 3.2 ล้านราย ประหยัดได้เดือนละ 176-213 บาท และครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 9.85 ล้านราย ลดค่าใช้จ่ายได้เดือนละ 120-200 บาทต่อครัวเรือน
มาตรการช่วยค่าใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า มีประมาณการค่าใช้จ่ายรวม 15,930 ล้านบาท โดยให้หักเป็นค่าใช้จ่าย จากรายได้นำส่งรัฐของการไฟฟ้า และการประปาซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ
นอกจากนี้ จะจัดรถโดยสารประจำทาง ขสมก.จำนวน 800 คัน (จากทั้งหมด 1,600 คัน )ใน 73 เส้นทาง ให้บริการในเขตกทม. และปริมณฑล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยภาครัฐจะจัดสรรงบกลางชดเชยรายได้ของขสมก.ประมาณ 1,244 ล้านบาท
มาตรการให้ประชาชนเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านคน โดยภาครัฐจะจัดสรรงบกลางชดเชยรายได้ของรฟท.ประมาณ 250 ล้านบาท
นายสมัคร กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. มีมติรับหลักการนำเข้าน้ำมันดีเซลราคาต่ำจากรัสเซีย เพื่อใช้ในต่างจังหวัด ในชนบท และเพื่อการประมง โดยจะขายผ่านสหกรณ์การประมง และสหกรณ์การขนส่งในต่างจังหวัดจำนวน 200 แห่งทั่วประเทศ และขอยืนยันว่า จะไม่มีจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร หลังจาก ครม.อนุมัติในหลักการแล้วภายใน 15 วัน จะมีการจัดทำเอกสารเพื่อจัดซื้อ หลังจากนั้น 45 วัน ทางรัสเซียจะส่งน้ำมันมาทางเรือ และส่งไปตรวจสอบคุณภาพน้ำมัน เมื่อผ่านการตรวจสอบก็สามารถนำมาออกจำหน่ายตามหลักเกณฑ์ได้
นายสมัคร ว่า 6 มาตรการจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลงชั่วคราว หลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ อาทิ โครงการรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า 9 สาย และการขุดลอกคูคลอง ให้ออกมาเร็วขึ้น ซึ่งถือว่าจะเป็นการสร้างงานให้ประชาชน และเป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี กล่าวว่าการออก 6 มาตรการทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้ถึง 46,000 ล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะช่วยชะลออัตราเงินเฟ้อไม่ให้เพิ่มขึ้นไปจนถึง 2 หลักอย่างที่คาดการณ์กันไว้ โดยคาดว่าทั้งปี 2551 เงินเฟ้อน่าจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 9 และเชื่อว่าการดำเนินมาตรการครั้งนี้จะกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 0.3 - 0.5
. . .

เสียงสะท้อนต่อ 6 มาตรการลดค่าครองชีพ

นายปลิว มังกรกนก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะการปรับลดอัตราภาษีน่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย โดยจะเห็นผลได้เร็วกว่ามาตรการทางการเงิน และเน้นช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบ สำหรับมาตรการทางภาษีที่รัฐได้ประกาศออกมาก่อนหน้านี้หลังจัดตั้งรัฐบาลถือว่ามาถูกทางแล้ว และใช้ได้ผลกับเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่อยากให้เป็นการช่วยไปทุกภาคส่วน และทำให้ไม่เกิดการปรับตัวในที่สุด
นายเทียนไชย จงพีร์เพียร นักวิชาการด้านพลังงาน กล่าวถึง มาตรการฝ่าวิกฤติฯ ว่า แม้จะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์บ้าง แต่รวม ๆ แล้วไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เพราะเมื่อรัฐบาลลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ ภาษีน้ำมัน ในที่สุดก็ต้องมีการจ่ายเงินชดเชยโดยอาจต้องไปเก็บภาษีจากส่วนอื่นเพิ่ม เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้าหมาย หากรัฐจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ก็อาจต้องกู้เงิน หรือออกพันธบัตรมาแก้ปัญหา ซึ่งสุดท้ายก็เป็นเงินภาษีของประชาชนนำมาแก้ปัญหาอยู่ดี
นายเทียนไชย กล่าวว่า กรณีการลดภาษีน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และดีเซล เป็นแนวทางที่คนจนไม่ได้ประโยชน์มากนัก เพราะส่วนใหญ่คนจนไม่ได้มีรถยนต์ หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเอง การลดภาษีน้ำมันเป็นการลดที่เอาใจคนเมือง คนที่มีรายได้ระดับกลางไปจนถึงผู้ประกอบการขนส่งมากกว่า ซึ่งต่อไปนี้คงจะต้องดูว่าผู้ประกอบการขนส่งจะลด หรือตรึงค่าโดยสาร หรือลดค่าขนส่งสินค้า จนทำให้ประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาราคาสินค้าได้บวกกับค่าขนส่งไปแล้ว
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวเพียงว่า ไร้สาระที่จะคอมเมนต์นโยบายลดภาษีน้ำมัน เพราะมันไม่มีประโยชน์
แหล่งข่าวจากวงการน้ำมัน ระบุว่าเป็นนโยบายที่สวนทางกับการประหยัดพลังงาน เท่ากับเป็นการเอาใจผู้ใช้น้ำมัน ซึ่งเป็นคนระดับกลางขึ้นไป และสุดท้ายประเทศจะเสียมากกว่าที่จะได้ประโยชน์
. . .

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมิน 6 มาตรการรัฐเสี่ยงขาดดุลถึง 2.2 แสนล้านบาท

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีออก “6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน” น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง โดยคาดว่าจากมาตรการดังกล่าว อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ส.ค.อาจจะต่ำกว่า 10% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2551 อาจอยู่ที่ 7.3% เมื่อเทียบกับประมาณการเดิมที่ 7.8%อย่างไรก็ตาม การบรรเทาผลของเงินเฟ้อดังกล่าวต้องแลกมาด้วยฐานะดุลการคลังที่อาจขาดดุลสูงขึ้นเป็น 220,000 ล้านบาท จากประมาณการเดิมที่ 172,000 ล้านบาท
ขณะที่ประเด็นสำคัญที่สุดในยามที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นในขณะนี้ น่าจะยังเป็นการมุ่งประหยัดการใช้พลังงานของทุกฝ่าย เนื่องจากเห็นได้ชัดแล้วว่าการบรรเทาผลกระทบโดยการใช้มาตรการภาษีย่อมจะมีต้นทุนทางการคลังตามมา ซึ่งควรดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด โดยหากพ้นระยะเวลา 6 เดือนไปแล้ว ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มชะลอตัวลงก็น่าจะเป็นจังหวะเหมาะสมในการสิ้นสุดการใช้มาตรการ
. . .

ขสมก.โวย แจกขึ้นรถเมล์ฟรี 1 ส.ค.โกลาหลแน่!

นายบุญมา ปังมา รองประธานสหภาพแรงงานพนักงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) กล่าวว่าการที่รัฐบาลให้ประชาชนขึ้นรถเมล์ฟรี 800 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.นั้น ถ้ารัฐบาลต้องการจะออกนโยบายประชานิยมแบบนี้ก็น่าจะให้ฟรีทั้งหมด ซึ่งขณะนี้ ขสมก.มีรถร้อนอยู่กว่า 1,000 คัน การออกนโยบายฟรีบางส่วน ทำให้ ขสมก.ถูกต่อว่ามากกว่า เพราะประชาชนก็ต้องการขึ้นรถฟรีทั้งหมด
“การให้มีรถฟรีแบบคันเว้นคันเช่นนี้ ทำให้มีปัญหาในการปล่อยรถ ทุกวันนี้พนักงานเก็บค่าโดยสารมีรายรับจากเปอร์เซ็นต์ค่าตั๋วโดยสาร รัฐบาลจะชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปอย่างไร เพราะขณะนี้มีรายได้เดือนละ 8,000 บาท ซึ่งแทบไม่พอใช้อยู่แล้ว”
ถ้ารัฐบาลให้ฟรีทั้งหมด ก็ต้องหารายได้ชดเชยในส่วนที่ขาดและไม่ให้เกิดความแตกแยกว่าคันไหนได้เก็บค่าโดยสาร หรือไม่ได้เก็บ สร.ขสมก.เห็นด้วยกับบริการประชาชน แต่ไม่เห็นด้วยกับการทำแบบครึ่งๆ กลางๆ อาจจะหันมาเก็บค่าโดยสารราคาเท่ากันคันละ 5 บาทก็พอแล้ว แต่ต้องเพิ่มรถร้อนให้ครบเส้นทาง และหากรัฐบาลยังยืนว่าจะเก็บค่าโดยสารในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดความโกลาหล
. . .

04 July 2008

มุมมองหุ้นไทยสไตล์ Richerstock 03-07-08

หุ้นดิ่งเหว17จุด กังวลเงินเฟ้อ-น้ำมันพุ่ง
บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยวันนี้ ดัชนียังคงแกว่งตัวในแดนลบ ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยระหว่างวันดัชนีปรับตัวสูงสุดที่ 753.66 จุด และลดลงต่ำสุดที่ 742.13 จุด ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 742.15 จุด ลบ 17.86 จุด หรือลดลงกว่า 2.35% มูลค่าการซื้อขาย 15,006.48 ล้านบาท
หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย BANPU อยู่ที่ 484.00 บาท ลบ 48.00 บาท PTTEP อยู่ที่ 181.00 บาท ลบ 10.00 บาท PTT อยู่ที่ 298.00 บาท ลบ 6.00 บาท KBANK อยู่ที่ 66.50 บาท ลบ 2.00 บาท และ SCB อยู่ที่ 73.50 บาท ลบ 1.50 บาท
ขณะที่พอร์ตการลงทุนต่างชาติวันนี้ขายสุทธิออกมาอีกกว่า 4,154.05 ล้านบาท
นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงตามการคาดหมาย ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากตลาดฯไม่ได้มีปัจจัยบวกอะไรมากระตุ้น ประกอบกับต้องเผชิญกับเงินเฟ้อสูง แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และเศรษฐกิจจะชะลอตัว ประเด็นนี้ได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
สำหรับตลาดหุ้นไทยก็ยังได้รับแรงขายต่อเนื่องจากนักลงทุนต่างชาติ โดยวันนี้หุ้น BANPU เป็นตัวนำในการฉุดตลาด หลังราคาถ่านหินปรับตัวลง ขณะที่หุ้น PTTEP ก็ได้มีการพักตัว แม้ว่าจะได้รับผลดีจากราคาน้ำมันขึ้นก็ตาม
"ก่อนหน้านี้เมื่อหุ้นใหญ่พักตัว ก็จะมีการหันไปเล่นหุ้นเล็กบ้าง แต่มาวันนี้ดูเหมือนนักลงทุนจะไม่ค่อยกล้าเล่นหุ้นเล็ก เพราะคงจะกลัวเจอเกณฑ์ Turnover List ของตลาดฯ ทำให้เห็นได้ว่าทั้งหุ้นใหญ่-หุ้นเล็กต่างปรับตัวลงกันหมด"นายเจริญ กล่าว
ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยได้เข้ามาอยู่ในเขต oversold แล้ว ดังนั้นก็อาจจะทำให้มีการรีบาวน์ขึ้นได้ในหุ้นบางตัว แต่คงจะไม่ใช่ทุกตัวเพราะ Timing ขณะนี้ยังไม่เหมาะลงทุนเท่าไร
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) ตลาดยังคงเป็นขาลง แต่ก็อาจจะมีการรีบาวน์ได้บ้างในระหว่างเทรด พร้อมให้แนวรับไว้ที่ 737 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 753 จุด

คลังสั่งแบงก์รัฐตรึงดบ.ช่วยเหลือชาวบ้าน

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะมีทั้งผลดีและผลกระทบหลายส่วน เพราะหากปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากในช่วงอัตราเงินเฟ้อสูง จะช่วยให้ผู้มีเงินฝากมีรายได้มากขึ้นและเป็นทางเลือกในการออม ขณะเดียวกันหากปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้จะกระทบต่อผู้ประกอบการ ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงผู้กู้ซื้อบ้าน
รมว.คลัง กล่าวว่า ต้องการให้สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาให้เหมาะสมในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สำหรับสถาบันการเงินของรัฐน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลได้
ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เมื่อดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นอาจทำให้หลายโครงการต้องพิจารณาแผนลงทุนให้เกิดความเหมาะสมและไม่ให้มีภาระต่อฐานะการคลังระยะยาว เพราะมีเงินลงทุนเมกะโปรเจกต์ 1.7 ล้านล้านบาท จะต้องทำอย่างรัดกุมไม่ให้เกิดผลตามมาภายหลัง
อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยในประเทศจะมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ยังมีแหล่งเงินกู้ต่างประเทศจากองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นตัวเลือกในการระดมทุน

วอนเอกชนร่วมขับเคลื่อน-ยันเศรษฐกิจมีเสถียรภาพ
"การดำเนินงานของภาครัฐ จะไม่ประสบความสำเร็จเลย ถ้าภาคเอกชนไม่ช่วยกัน เพราะผมเชื่อว่าเอกชนมีบทบาทที่สำคัญ ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศด้วยเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบถึง 70-80%" นพ.สุรพงษ์ กล่าว
นพ. สุรพงษ์ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ตั้งแต่ต้นปีในทุกมาตรการสามารถลดผลกระทบจากความผันผวนในสถานการณ์ต่างๆได้พอสมควร
ขณะที่สิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นจะดำเนินการ คือ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการขยายการลงทุน และคาดการณ์ว่าความผันผวนภายนอกประเทศจากราคาน้ำมัน โดยเฉพาะปัญหาการเก็งกำไร น่าจะปรับตัวได้ดีขึ้น หลังทั่วโลกเริ่มจับตามอง

เอกชนระบุดอกเบี้ยสูงกระทบต้นทุน-เพิ่มภาระหนี้
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า หากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนทั้งค่าแรง ราคาน้ำมัน ปัญหาอัตราเงินเฟ้อจนต้องปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น หากราคาสินค้าสูงมากก็จะทำให้ผู้บริโภคชะลอ การซื้อ ดังนั้นในฐานะผู้ประกอบการก็ไม่อยากให้เพิ่มดอกเบี้ยสูงมากเกินไป
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้เอกชนไม่ต้องการเห็นดอกเบี้ยเงินกู้ขยับสูงขึ้น แต่เรื่องอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเพิ่มภาระมากขึ้นให้กับทุกส่วนก็เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแก้ไข
ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงินด้านดอกเบี้ย จึงเป็นการให้ความเห็นตามความ
รู้สึกของแต่ละฝ่าย เพราะบางส่วนต้องการให้เพิ่มดอกเบี้ย อีกฝ่ายอาจต้องการให้ชะลอการปรับขึ้น คงเป็นแนวคิดที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ดังนั้น ทั้งกระทรวงการคลัง และ ธปท. จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

02 July 2008

HANA <18.30 บาท : ซื้อ> อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ดูแข็งแกร่ง หนุนแนวโน้มการฟื้นตัวของ HANA - KIMENG

อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ดูแข็งแกร่ง หนุนแนวโน้มการฟื้นตัวของ HANA


ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Semiconductor Industry Association (SIA) ประกาศยอดขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ semiconductor ทั่วโลก 2.18 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือน พค.51 เป็นการเติบโต 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) และ 2.5% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายรวม 5 เดือนแรกของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.3% yoy เป็น 1.03 แสนล้านเหรียญฯ ด้วยแรงผลักดันหลักจากความต้องการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อันรวมถึง จีน อินเดีย และอเมริกาใต้ แม้ยังมีความกังวลถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การเติบอย่างแข็งแกร่งของตลาดเกิดใหม่ได้ลดบทบาทของตลาดสหรัฐฯ จนเหลือสัดส่วน 16% ของยอดขาย semiconductor ทั่วโลก

ตอกย้ำแนวโน้มการฟื้นตัวของ HANA

ข้อมูลของ SIA เป็นไปในแนวทางเดียวกับที่ผู้บริหารของ HANA กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด ถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจ IC อย่างแข็งแกร่งในเดือน พค.51 ด้วยแรงหนุนหลักจากตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิค ทั้งนี้ โรงงาน IC ในอยุธยามีอัตราการผลิต IC เพิ่มขึ้นจากราว 7.3 ล้านชิ้นต่อวันในไตรมาส 1/51 เป็นราว 8.5 ล้านชิ้นต่อวันในเดือน พค. เราเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องและสร้างสถิติยอดขาย IC ใหม่ในไตรมาส 3/51 ซึ่งเป็นช่วง high season

ภาพรวมสดใสมากขึ้น

เรายิ่งมีมุมมองบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มของ HANA ด้วยแนวโน้มการเติบโตจากทั้งธุรกิจ IC และ PCBA อีกทั้งการอ่อนค่าเงินบาทต่อ US$ ราว 6% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และด้วยกำไรปกติไตรมาส 1/51 ที่ฟื้นตัวในอัตราถึง 30% yoy กับการคาดหมายเบื้องต้นว่ากำไรในไตรมาส 2/51 จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% yoy เรามีโอกาาสจะต้องปรับเพิ่มการคาดการณ์ทั้งปีในอนาคตอันใกล้ โดยขณะนี้เราประมาณการกำไรปกติ 1,888 ล้านบาท (หรือ 2.27 บาท/หุ้น) ในปีนี้ถือเป็นระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

คงคำแนะนำ ซื้อ

จากแนวโน้มธุรกิจการฟื้นตัว และอัตราเงินปันผลตอบแทน 7.1% ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน อีกทั้ง ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมากด้วยเงินสด 3.7 พันล้านบาท (หรือ 4.5 บาท/หุ้น) และปลอดหนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1/51 เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเหมาะสม 22.75 บาท อ้างอิง P/E 10 เท่า