อัตราดอกเบี้ยคืออะไร ?
หากเรามีเงิน 1,000 บาท และให้ใครก็ตามยืมไปทำประโยชน์ เราต้องการส่วนเกินเพิ่มขึ้นจาก 1,000 บาท สมมุติให้เป็นว่าต้องคืนเราที่ 1,100 บาท ส่วนเกินที่คืนมา 100 บาท เราเรียกมันว่าดอกเบี้ย หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ดอกเบี้ยก็คือส่วนเพิ่มขึ้นจากเงินต้นของเรานั่นเอง
ผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ย
1. ค่าเงินบาท
2. อัตราเงินเฟ้อ
3. การลงทุนของบริษัทเอกชนในประเทศ
4. ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
5. เสถียรภาพของเศรษฐกิจ
6. การขาดดุลการค้า
7. การนำเข้า และส่งออก
8. ต้นทุนของธนาคารพานิชณ์
9. ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าการออกนโยบายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากและยากยิ่ง และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อนโยบายปรับอัตราดอกเบี้ยของไทยคือ นโยบายการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารการสหรัฐอเมริกาหรือ Fed Fund Rate ซึ่งมีผลกระทบต่อการลงทุนของชาวต่างชาติ และธุรกิจภายในประเทศอย่างมากที่สุด เนื่องจาก เงินลงทุนในภาคเอกชนจะเป็นสกุลเงิน ดอลล่า ส่วนหนึ่งด้วย
ทำไมต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น : จากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำเกินไป ?!?
การที่ ธปท. จะออกนโยบายปรับเพิ่ม หรือลดอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศจะต้องเปรียบเทียบกับ FED ก่อนว่ามีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่เท่าไร ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เช่นหากทาง สหรัฐอเมริกามีอัตราดอกเบี้ยในระดับที่สูง การปรับอัตราดอกเบี้ยประเทศไทยซึ่งอ้างอิงกับสหรัฐฯก็ต้องประกาศปรับขึ้นตามอีกในไม่ช้า เพราะว่าหากประเทศไทยไม่ประกาศปรับดอกเบี้ยขึ้นตามสหรัฐ คนในประเทศไทยก็จะเห็นว่าการออมเงินในประเทศไม่คุ้มค่าเพราะมีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำ ดังนั้นคนภายในประเทศไทยก็จะนำเงินไปฝากในต่างประเทศ หรือลงทุนในต่างประเทศ เร่งชำระหนี้ต่างประเทศ พักเงินไว้ต่างประเทศกันมากขึ้น เงินก็จะไหลออกนอกประเทศมากขึ้นจนอาจทำให้เงินบาทของเราอ่อนค่าลงได้
นอกจากนี้ยังจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติด้วย เพราะอะไรหรือ.....เนื่องจากว่าชาวต่างชาติจะมองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีพอ ยังคงใช้ดอกเบี้ยในระดับต่ำๆ โดยไม่มีการขยับขึ้นเลย นักลงทุนต่างชาติ จะมองว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะผลตอบแทนของการออมขั้นพื้นฐาน คือ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังอยู่ในระดับต่ำ อาจทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นได้ว่าเศรษฐกิจยังไม่ดี ภาคการเงินยังมีปัญหา การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ทางหนึ่ง ดังนั้นจึงคิดว่าในไม่ช้าธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงจะประกาศการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รักษาระดับการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ ทำให้ภาวะเศรษฐกิจไม่มีความผันผวน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศว่า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในทิศทางและแนวโน้มที่สามารถเข้ามาทำการลงทุนได้ นอกจากนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังเป็นการลดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศไทยอีกทางหนึ่ง และยังส่งผลให้ค่าเงินบาทของประเทศไม่อ่อนค่ามากนักจากการที่นักลงทุนนำเงินออกนอกประเทศ
หากเป็นช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อจาก กรณี Demand Pull หรือภาวะเงินเฟ้อจากความต้องการสินค้าที่มากขึ้น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการออมมากขึ้น การใช้จ่ายลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ภาวะปรกติได้
จึงสรุปได้ว่า การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย … ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ,เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ,เพื่อรักษาระดับค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนเกินไป ,ลดอัตราเงินเฟ้อจาก Demand Pull ,
ผลกระทบจากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่มากเกินไป !!
หากการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยผิดจังหวะ หรือมากเกินไปจะทำให้เกิดการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชนเนื่องจากไม่กล้าที่จะกู้ลงมาลงทุนเพิ่ม หรือแม้กระทั่งมีเงินไหลเข้าประเทศมากเกินไปจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงจนทำให้เกิดวิกฤติค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ธุรกิจส่งออกประสบปัญหาขาดทุน และทำให้เกิดภาวะขาดดุลตามมา
ทำไมต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ?
เมื่อเศรษฐกิจมีการขยายตัวไม่ดีนักหรือ หดตัวลง สิ่งที่จะต้องดำเนินการ คือ ดำเนินนโยบายการคลังและการเงินแบบผ่อนคลาย นั่นหมายความว่าจะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ผลที่ตามมาทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จนผู้หวังกำไรจากการฝากแบงค์ต้องหาช่องทางลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเช่น การซื้อพันธบัตร ตราสารหนี้ เป็นต้น และสิ่งที่คาดหวังยิ่งกว่านั้นคือทำให้นักธุรกิจทำการกู้ยืมเงินจากธนาคารพานิชณ์มากขึ้น เช่นนำมาขยายโรงงาน สั่งซื้อวัตถุดิบเพิ่ม จนก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคเศรษฐกิจ และลดภาวะเงินเฟ้อจากกรณี Cost Plus ได้อีกด้วย
แต่หากในสภาพการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านอัตราดอกเบี้ยจะไม่ได้ผล ทั้งนี้ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ 1) สถาบันการเงินซึ่งเป็นสถาบันที่ให้เงินทุนแก่ธุรกิจและให้สินเชื่อแก่ประชาชนไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทั้งนี้เป็นผลมาจากปัญหา NPL รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการขยายสินเชื่อ และ 2) เป็นผลมาจากการที่ธุรกิจได้มีการขยายการลงทุนเกินตัวไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับแรงซื้อหดหายไป (ภาวะเงินฝืด) ดังนั้นไม่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ตาม นักธุรกิจจะไม่ขยายการลงทุน
ผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป !!
การลดอัตราดอกเบี้ยมากเกินไป และยิ่งมีระยะห่างกับ FED มากแล้วละก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจประเทศไทย และนำเงินไหลออกนอกประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การขาดดุลการชำระเงินส่งผลต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ และไร้เสถียรภาพของค่าเงินบาท
ตลาดหุ้นไทย VS นโยบายธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED)
ทำไม ธปท. ประเทศไทย และอีกหลายๆประเทศต้องจับตามองประเด็นการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ด้วย ? ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่คลาสสิกมาก และตอบยากแน่นอน…. เพราะอะไรนะเหรอ ? … ง่ายมากครับนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ FED ก็มีข้อพิจารณาไม่ต่างจาก ธปท. ของเราเลย คือต้องดูแลค่าเงินบาท การขยายการลงทุน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงอัตราเงินเฟื้อฐาน แต่ก็เป็นภายในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเมื่อนโยบายของ FED ออกมาปรับเพิ่ม/ลด เท่าไร อย่างไร ทาง ธปท. ก็นำมาพิจารณาปรับเปลี่ยนให้เหมาะตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนั้น โดยเน้นส่วนที่สำคัญคือต้องคำนึงถึง การลงทุนของนักธุรกิจซึ่งมีการกู้ยืมจากภายในประเทศสหรัฐอเมริกา 30-40% และการไหลเข้าไหลออกของนักลงทุนต่างชาติ เป็นต้น
ผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์
ธนาคารพาณิชย์ได้ประโยชน์หากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ลดลง และมีความพอใจหากดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากธนาคารปล่อยสินเชื่อได้น้อยมาก ขณะที่ฐานเงินฝากยังเติบโตอยู่
อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ชี้ถึงความผิดปกติ บางอย่างที่ยังคงอยู่ของภาวะเศรษฐกิจ อันนำมาสู่ปัญหาความต้องการสินเชื่อที่ชะลอตัวลง ปัญหาการไหลเข้าของเงินฝาก ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้และการปรับโครงสร้างหนี้ที่ยังไม่คืบหน้า ส่งผลให้ธนาคารต้องแบกรับต้น ทุนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ตลอดจนภาระในการทำสำรองเผื่อการ ด้อยค่าของมูลค่าสินทรัพย์ค้ำประกันและการเสื่อมค่าของสินทรัพย์จัดชั้นในระดับสูง ไม่คุ้มกับรายได้ดอกเบี้ยและไม่เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างปกติสุข
ข่าวการเงิน - การลงทุน
20 July 2008
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้
19 July 2008
อัตราแลกเปลี่ยน(Exchange Rate) หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเงินบาท”
ช่วงนี้มักจะได้ยินสื่อต่างๆ พูดคำว่า ค่าเงินบาทแข็งอยู่ตลอด จึงอยากจะขออธิบายให้ฟังเพื่อให้มีความเข้าใจว่า ค่าเงินบาทแข็ง,ค่าเงินบาทอ่อนคืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง ค่าเงินบาทแข็งแล้วอ่อนได้หรือไม่ ถ้าแข็งหรืออ่อนแล้วจะมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทที่อ่อนดีกว่าค่าเงินบาทที่แข็งจริงหรือไม่ ซึ่งก่อนอื่นขอสร้างความเข้าใจก่อนว่า ค่าเงินบาทคืออะไร
ค่าเงินบาทคืออะไร ?
ค่าเงินบาท หมายถึง จำนวนเงินบาทที่ใช้นำไปแลกเปลี่ยนกับเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกว่าเงินสกุลอื่นๆ เช่น ดอลลาร์สหรัฐฯ ดอลลาร์สิงคโปร์ เยนญี่ปุ่น ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น ซึ่งที่ค่อนข้างคุ้นเคยก็คือ การนำเงิน 33 บาทไปแลกกับดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือการนำเงิน 30 บาทไปแลกได้ 100 เยนญี่ปุ่น หรือ นำเงิน 63 บาท ไปแลกได้ 1 ปอนด์สเตอร์ลิง เป็นต้น
โดยเวลาที่พูดกันว่า ค่าเงินบาทแข็ง ก็หมายถึง เงินบาทของเรามีค่ามากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลที่กำลังเปรียบเทียบอยู่ เช่น ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ก็คือ สมมติ เราเคยใช้เงินบาทจำนวน 36 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ตอนนี้ เราใช้เงินบาทในจำนวนที่น้อยลง เช่น 33 บาทไปแลกกับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น ส่วนคำว่า ค่าเงินบาทอ่อนตัว ก็ตรงกันข้ามกับค่าเงินบาทแข็ง กล่าวคือ เราต้องใช้เงินบาทมากขึ้น เช่น 40 บาทไปแลก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นต้น
ค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน เกิดจากสาเหตุอะไร ?
ค่าเงินบาทแข็ง จะเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น หากสมมติให้ปัจจัยอื่นๆ คงที่ การที่อยู่ ๆ ก็มีเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศไทยมาก ๆ เช่น เข้ามาในตลาดหุ้น ซึ่งเวลาเข้ามานั้น นักลงทุนต่างประเทศจะไม่สามารถเอาเงินตราต่างประเทศที่เค้าถืออยู่มาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง โดยเค้าต้องขอแลกเป็นเงินบาทก่อน ดังนั้น กรณีนี้ ความต้องการในเงินบาทก็จะสูงขึ้น ซึ่งเวลาที่ความต้องการในเงินบาทสูงขึ้น ขณะที่ปริมาณเงินบาทที่มีในระบบเศรษฐกิจอยู่คงที่ กลไกตลาดก็จะทำงาน โดยทำให้เงินบาทมีค่าสูงขึ้น หรือที่เราเรียกว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นนั่นเอง
อีกตัวอย่างที่อาจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็คือ หากธุรกิจของไทยสามารถส่งออกได้มาก ผู้ส่งออกของไทยเมื่อได้รับรายได้ในรูปของเงินสกุลต่างประเทศ ผู้ส่งออกก็จะเอาเงินสกุลต่างประเทศนั้น ๆ มาแลกเป็นเงินบาท เพื่อจะได้นำมาใช้ต่อไป ในกรณีนี้ก็จะคล้ายๆ กับกรณีแรกคือ ความต้องการเงินบาทก็จะมากขึ้น และทำให้ค่าของเงินบาทแข็งขึ้นได้เช่นกัน
สำหรับกรณีของค่าเงินบาทอ่อนลง ก็อาจจะเกิดได้ในกรณีที่ไทยต้องการนำเข้ามาก ๆ เช่น ต้องการนำเข้าน้ำมัน หรือกรณีการนำเข้าวัตถุดิบหรือเครื่องจักรจากต่างประเทศ ดังนั้น ในกรณีนี้ ก็จะต้องมีการนำเงินบาทไปแลกเป็นเงินตราต่างประเทศ เพื่อที่จะได้เอาเงินไปจ่ายต่างประเทศ ความต้องการในเงินตราสกุลต่างประเทศก็จะสูงขึ้น กลไกตลาดก็จะทำให้ค่าของเงินบาทอ่อนลง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ค่าเงินบาทสามารถที่จะแข็งขึ้นและอ่อนลงได้ด้วยหลายๆ ปัจจัย แม้กระทั่งหากนักเก็งกำไรมีความรู้สึกว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนกว่าที่เป็นอยู่ จึงต้องการที่จะถือเงินบาทน้อยลง และหากนักเก็งกำไรทุก ๆ คน คิดและทำเหมือนกันหมด ก็จะมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงได้เช่นกัน
ค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนมีผลดีและผลเสียต่อใคร อย่างไร แล้วค่าเงินบาทอ่อนดีกว่าค่าเงินบาทแข็งจริงหรือไม่ ตรงนี้จะขออธิบายว่า เวลาค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อน จะต้องมีทั้งผู้ได้ประโยชน์ และเสียประโยชน์เสมอ จึงไม่ควรมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้
เจาะประเด็นค่าเงินบาทแข็ง
เวลาค่าเงินบาทแข็ง ก็คือใช้จำนวนเงินบาทที่น้อยลงไปแลกกับเงินสกุลต่างประเทศ คนที่ได้ประโยชน์ จะมีหลายกลุ่ม อาทิ
• คนที่ต้องนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เช่น ธุรกิจที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบ หรือ เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตจากต่างประเทศ ก็จะซื้อวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรได้ถูกลง ต้นทุนการผลิตก็จะต่ำลง หรือกรณีที่เราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อใช้โดยตรง หรือใช้ในการผลิตไฟฟ้า กรณีนี้ ราคาน้ำมันที่เราเติม กับค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายก็จะถูกไปด้วย เพราะนำเข้ามาในราคาที่ถูกลง หากราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศไม่ได้แพงขึ้น หรือแม้ว่า ราคาวัตถุดิบ เครื่องจักร และน้ำมันที่อยู่ในรูปเงินตราต่างประเทศจะแพงขึ้น แต่การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็ช่วยให้ราคาของวัตถุดิบ เครื่องจักรและน้ำมันดังกล่าวในรูปของเงินบาทไม่แพงขึ้นได้ ดังจะเห็นตัวอย่างจากช่วงที่ผ่านมาที่ในบางช่วงที่แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ จะแพงขึ้น แต่ราคาน้ำมันในประเทศในรูปของเงินบาทไม่ได้ปรับขึ้นตาม ส่วนหนึ่งก็เพราะค่าเงินบาทที่แข็งช่วยให้ราคาในการนำเข้าไม่แพงขึ้นนั่นเอง
• คนที่มีหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะมียอดหนี้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทน้อยลง ก็อาจจะเป็นจังหวะให้เราอาจจะตัดสินใจใช้หนี้ เพราะใช้เงินน้อยลงในการแลกเงินสกุลต่างประเทศไปคืนเค้า เป็นต้น
• คนที่ส่งลูกเรียนเมืองนอก หรือคนที่อยากไปเที่ยวเมืองนอก ก็ใช้เงินน้อยลงในการส่งเงินให้ลูกได้เท่าที่เคยส่ง หรือใช้เงินน้อยลงเวลาไปเที่ยวหรือไปซื้อของที่เมืองนอก เป็นต้น
แต่ค่าเงินบาทแข็ง ผลกระทบก็มีเช่นกัน
• ผลต่อคนที่ส่งออกในด้านความสามารถในการแข่งขัน เช่น แต่ก่อนชาวต่างชาติเคยซื้อข้าวจากเรา สมมติ ตันละ 8,000 บาท เวลาเค้ามาซื้อเค้าเคยใช้เงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาซื้อ หากค่าเงินบาทแข็งขึ้น และเค้าเอาเงิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่าเดิมมาซื้อ คราวนี้เค้าจะไม่ได้ข้าว 2 ตัน แต่จะได้น้อยกว่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาที่ค่าเงินบาทแข็ง สินค้าของเราก็จะดูว่าแพงขึ้น ชาวต่างชาติเค้าก็อาจจะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน แต่ประเด็นนี้ จะมีข้อยกเว้นตรงที่ หากคู่แข่งของเรา เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย หรือประเทศอื่นๆ ค่าเงินของเค้าแข็งขึ้นด้วย กรณีนี้ ค่าเงินบาทที่แข็ง ก็ไม่ได้มีส่วนทำให้เราส่งออกไม่ได้ หรือสูญเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งไป (ในเรื่องความสามารถในการแข่งขันนี้ แม้ค่าเงินจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีผล แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมาก อาทิ ความสามารถในการผลิต ต้นทุนการผลิต เป็นต้น)
ผลต่อคนที่ส่งออกด้านรายได้ที่จะได้รับ เช่น สมมติเคยขายได้ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ และเคยแลกได้ 4,000 บาท (หากอัตราแลกเปลี่ยน 40 บาทแลกได้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่เพราะค่าเงินบาทแข็งขึ้น (อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ก็เลยเอา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ มาแลกได้เงินน้อยลง โดย แลกได้เพียง 3,600 บาท เป็นต้น ก็ได้เงินน้อยลง แต่ถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าด้วย ก็จะสามารถลดผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไปได้ โดยถ้าผู้ส่งออกคนนี้ มีการนำเข้าที่มากกว่าการส่งออก ก็จะถือได้ว่า แม้จะเป็นผู้ส่งออก แต่ก็ยังได้รับผลดีเวลาที่ค่าเงินบาทแข็งได้ เป็นต้น
โดยหากเป็นกรณีค่าเงินบาทอ่อนลง ผลก็จะเป็นตรงกันข้าม คือ ผู้ที่ต้องอาศัยการนำเข้าวัตถุดิบ หรือเครื่องจักรมาก ๆ หรือผู้ที่ยังส่งลูกเรียนเมืองนอกอยู่ ก็จะต้องจ่ายแพงขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนลง ก็จะช่วยให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้ดีขึ้น (หากค่าเงินของประเทศคู่แข่งไม่ได้อ่อนลงตามไปด้วย) และมีรายได้หลังจากแลกเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น
นโยบายอัตราดอกเบี้ย กับค่าเงินบาท
การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบทได้จริงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ 1. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยต้องส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุน และ 2. การเคลื่อนย้ายเงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตามตามทฤษฎีเงินทุนเคลื่อนย้ายจะหาผลตอบแทนที่สูงที่สุดในระยะที่ผ่านมา ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยมีผลเพียงบางส่วนต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนตัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา จะเห็นว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจากค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.20 ในปี 2546 เป็นลบร้อยละ 0.56 ในปี 2548 ตามวัฏจักรดอกเบี้ยที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ Fed Funds โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนระยะ 1 วัน แต่ส่วนต่างที่ลดลงไม่ได้ทำให้เงินทุนไหลออก แต่กลับทำให้เงินทุนไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2546 และในปี 2548 มีเงินทุนไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเป็น 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นักลงทุนให้ความสนใจ
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย คือความเชื่อมั่นและความเสี่ยง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากการที่นักลงทุนต่างประเทศโยกย้ายการถือครองสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ กลับไปถือครองสินทรัพย์ในตลาดหลัก ทั้งที่ส่วนต่างของระหว่าง 2 ตลาดไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือเรียกว่า Emerging Market Risk Aversion ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2549 และต้นปี 2550 นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการคาดการณ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพราะนอกจากผลตอบแทนจากดอกเบี้ยแล้ว การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินก็มีส่วนกำหนดอัตราผลตอบแทนการลงทุนด้วยดังนั้น หากนักลงทุนคาดว่าเงินสกุลใดสกุลหนึ่งจะแข็งค่าขึ้นมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีหรือแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงิน
จากข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาลง เช่น การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 2.50 ในเดือนกรกฎาคม 2544 เป็นร้อยละ 1.25 ในเดือนกรกฎาคม 2546อัตราแลกเปลี่ยนกลับแข็งค่าขึ้นจาก 45.62 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเป็น 41.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อช่วยลดแรงกดดันทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนอาจไม่ประสบผลเท่าที่คาดการณ์ไว้
ดังนั้น เวลาจะดูผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง หรืออ่อน รวมทั้งการสรุปว่าค่าเงินบาทอ่อนเป็นเรื่องดี ค่าเงินบาทแข็งเป็นเรื่องไม่ดี จึงอาจจะไม่จริงเสมอไป แต่จะต้องดูผลดีและผลเสียในหลายๆ ด้านประกอบกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่าจะเลือกมองจากด้านใด ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่แล้ว อาจไม่มีใครตอบได้ว่าค่าเงินบาทที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยควรจะอยู่ที่ระดับใด เพราะขึ้นอยู่กับสภาพของเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่สิ่งที่เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่คือ ค่าเงินบาท ควรจะมีเสถียรภาพ กล่าวคือ ไม่ควรจะผันผวนเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอย่างรวดเร็วมากเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว คาดเดาได้ยาก จะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจต่อไป
ลิงค์ข้อมูลอัตราแลกเปลี่ยน : http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/FinancialMarkets/ExchangeRate/_layouts/Application/ExchangeRate/ExchangeRate.aspx
ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร?
ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) คืออะไร เกิดจากอะไร วัดอย่างไร และถ้าสูงขึ้นมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น
ภาวะเงินเฟ้อคืออะไร?
หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าเงินเฟ้อ อาจจะสงสัยว่าเงินเฟ้อคืออะไร แล้วเมื่อไรถึงจะเรียกว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ คำว่าภาวะเงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็จะมีผลทำให้ค่าของเงินที่เราถืออยู่ลดลง ตัวอย่างของค่าของเงินที่ลดลงเช่น ราคาน้ำมันเคยอยู่ที่ 14 บาทต่อลิตร สมมติเราเคยเติมน้ำมัน 10 ลิตร ก็จะใช้เงิน 140 บาท แต่ปัจจุบัน ราคาน้ำมันได้กลายเป็น 28 บาทต่อลิตร หากเราใช้เงินเท่าเดิมคือ 140 บาท เราจะเติมน้ำมันได้เพียง 5 ลิตร ไม่ใช่ 10 ลิตรแบบที่เคยเติมได้ ซึ่งหากต้องการที่จะเติมน้ำมัน 10 ลิตร เท่าเดิม แปลว่าเราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 280 บาท หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การเกิดภาวะเงินเฟ้อ จะทำให้เงินจำนวนเท่าเดิมที่เราถืออยู่มีค่าลดลง ทำให้ซื้อของได้น้อยลง
ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นแบบนี้ ต้นทุนในการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตที่จะส่งไปขายยังที่ต่าง ๆ ก็ย่อมต้องสูงขึ้น และทำให้ราคาสินค้าชนิดอื่นๆ ต้องขึ้นราคาตามไปด้วย แต่การที่มีสินค้าแค่ชนิดใดชนิดหนึ่งแพงขึ้น จะยังไม่เรียกว่าเงินเฟ้อ เพราะภาวะเงินเฟ้อหมายถึง ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วๆ ไปแพงขึ้น ซึ่งเป็นไปได้ว่า อาจจะมีราคาสินค้าบางอย่างถูกลงด้วยในเวลาเดียวกัน แต่โดยรวม ๆ แล้ว หากราคาสินค้าและบริการโดยเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้น และเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องไปสักพักหนึ่ง ถึงจะเรียกได้ว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ โดยที่เราจำเป็นต้องรู้เรื่องเงินเฟ้อ ก็เพื่อที่จะใช้สำหรับวัดค่าครองชีพหรือมาตรฐานการครองชีพของเรา (ประชาชน) ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร
เงินเฟ้อเกิดจากอะไร?
ภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นได้จากหลายๆ สาเหตุ แต่ส่วนใหญ่ในทางวิชาการมักจะแบ่งสาเหตุการเกิดเงินเฟ้อได้เป็น 2 สาเหตุหลักๆ ได้แก่ Cost-push inflation และ Demand-pull inflation
(1) เกิดจากต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น หรือที่เรียกว่า Cost-push inflation ซึ่งต้นทุนที่ใช้ในการผลิตสินค้าอาจจะสูงขึ้นได้จากทั้งส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ค่าจ้างแรงงาน รวมทั้งค่าขนส่งสินค้า มีราคาแพงขึ้น เช่น กรณีของราคาน้ำมันที่แพงขึ้นก็เป็นตัวอย่างได้ หรือการที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงาน หรือเกิดน้ำท่วม ภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตเกษตรเสียหาย ราคาสินค้าเกษตรก็แพงขึ้น เป็นต้น หรือแม้แต่ในกรณีที่ค่าเงินบาทอ่อนลง จาก 35 บาท เป็น 40 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงว่าเราต้องใช้เงินบาทจำนวนที่มากขึ้นเพื่อไปซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิต) หรือแม้แต่การที่รัฐบาลเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เช่น การเก็บภาษีบุหรี่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หรืออาจเกิดจากผู้ผลิตต้องการกำไรที่สูงขึ้นจึงขึ้นราคาสินค้า ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ก็จะมีส่วนทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นได้
ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ อาจจะเกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ หรืออาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กันก็ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และทำให้ราคาสินค้าและบริการหลายๆ ชนิดแพงขึ้นพร้อมๆ กัน ความรุนแรงของเงินเฟ้อก็จะมากขึ้นด้วย
(2) เกิดจากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น หรือที่เรียกว่า Demand-pull inflation ส่วนใหญ่ในช่วงที่ปกติ ผู้ผลิตสินค้าส่วนใหญ่ก็ย่อมจะวางแผนการผลิตสินค้าโดยดูว่ามีคนต้องการซื้อสินค้าของเราเท่าไรในแต่ละช่วงเวลา ดังนั้น ปริมาณสินค้าที่มีในตลาดก็น่าจะอยู่ใกล้เคียงกับความต้องการซื้อสินค้า แต่หากความต้องการสินค้าและบริการสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่สินค้าและบริการที่เป็นที่ต้องการมีอยู่ในตลาดมีไม่พอ ก็ย่อมทำให้ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้นได้ ซึ่งเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น คนจะยิ่งรีบใช้เงินซื้อสินค้าและบริการมาตุนไว้ ก่อนที่ค่าเงินที่มีอยู่จะลดลง เพราะซื้อสินค้าได้น้อยลง ราคาสินค้าและบริการจะยิ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นไปกว่าเดิม เพราะคนจะยิ่งรีบใช้เงินที่มีอยู่
อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว หน่วยงานของทางการก็มักจะไม่ปล่อยให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง โดยทางการอาจจะเข้ามากำกับดูแลการปรับขึ้นราคาสินค้า ตัวอย่างเช่น การขอความร่วมมือให้ ขสมก. เลื่อนการขึ้นค่ารถเมล์ไปก่อน หรืออนุญาตให้ค่ารถเมล์ปรับขึ้นราคาได้บ้างนิดหน่อย เป็นต้น หรือในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย อาจใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลปัญหาเงินเฟ้อ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนน้อยที่สุด
เงินเฟ้อวัดอย่างไร?
อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยวัดโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้ประกาศอัตราเงินเฟ้อเป็นประจำทุกเดือน โดยวิธีวัดอัตราเงินเฟ้อทำได้โดยการวัดการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาของสินค้าและบริการกลุ่มหนึ่ง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งระดับราคาของสินค้าและบริการ ใช้ชื่อว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index-CPI) ตัวอย่างการคำนวณอัตราเงินเฟ้อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 โดยเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน ซึ่งคือเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เพื่อที่จะบอกว่าราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปแพงขึ้นหรือถูกลงเมื่อเปรียบเทียบกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ที่ประกาศโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า อยู่ที่ 114.5 ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ปี 2549 อยู่ที่ 111.9
ดังนั้น
อัตราเงินเฟ้อของเดือนกุมภาพันธ์ 2550 [(114.5-111.9)/111.9]x100 = 2.3%
ซึ่งอันนี้จะมีความหมายว่า ระดับราคาสินค้าและบริการโดยรวมมีราคาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน 2.3% หรือหากเรามีเงินจำนวนเท่าเดิมกับปีที่แล้ว ค่าของเงินที่เราถืออยู่จะด้อยค่าไป 2.3% ซึ่งทำให้ซื้อของได้น้อยลง
ที่มา: สำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
ถ้าเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก ๆ จะเกิดอะไรขึ้น?
โดยปกติแล้ว หากเงินเฟ้อสูงขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ (ปกติตามหลักวิชาการคือเงินเฟ้อที่สูงไม่เกิน 5% จะเรียกเงินเฟ้ออย่างอ่อน (Mild inflation)) จะเป็นสิ่งที่ดีที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตมีการลงทุนขยายการผลิต และมีการจ้างงาน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจประเทศขยายตัวได้ดี ไม่มีผลเสียต่อเศรษฐกิจ แต่หากเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก ๆ และสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะคาดเดาได้ว่าเงินเฟ้อจะเป็นเท่าไร (Hyper inflation) จะมีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถวางแผนการผลิตและลงทุนได้ เพราะไม่รู้ว่าวัตถุดิบที่จะซื้อเข้ามาราคาจะเป็นเท่าไร จะตั้งราคาสินค้าเท่าไร เพื่อให้ยังมีกำไร ขณะที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคเองก็ไม่แน่ใจว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้นอีกหรือไม่ เงินจำนวนเท่าเดิมที่มีอยู่ในกระเป๋าก็ด้อยค่าลงไป เพราะข้าวของแพงขึ้น ทำให้ซื้อของได้น้อยลง ธุรกิจก็ขายของได้น้อยลง ซึ่งที่สุดแล้วจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศแย่ลงได้
โดยสรุปคือ ภาวะเงินเฟ้อใช้เพื่อวัดค่าครองชีพของประชาชน ภาวะเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นต่อเมื่อราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสูงขึ้นแล้วปรับลดลง จะไม่นับว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อในระดับอ่อนๆ จะไม่สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ แต่หากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงๆ จะทำให้ค่าของเงินที่เรามีอยู่ด้อยค่าลงไป ทำให้ซื้อของได้น้อยลง ธุรกิจไม่สามารถผลิตหรือลงทุนได้เพราะมีความไม่แน่นอนเรื่องราคาอยู่สูง ซึ่งจะมีผลกระทบทางลบต่อระบบเศรษฐกิจในที่สุด
